รวมข้อเท็จจริงของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รวมข้อเท็จจริงของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

วิลเลียม เชกสเปียร์ นับเป็นหนึ่งในนักเขียนที่โด่งดังที่สุดซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ของประเทศอังกฤษ ในช่วงเวลา 400 ปีที่ผ่านมาบทละครที่เขาประพันธ์ขึ้นมาก็ยังคงถูกเอาไปแสดงละครเวทีอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกที่เริ่มแต่งนิยายเขามักมีผลงานประพันธ์เป็นแนวนิยายรักผสมกับคอมเมดี้ ต่อมาจึงเริ่มเขียนแนวประวัติศาสตร์กับแนวโศกนาฏกรรม ในช่วงท้ายเขาเน้นแต่งนิยายแนวตลกปนเรื่องเศร้าเป็นหลัก

มีหลักฐานว่าเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1592 เป็นต้นมา วิลเลียม เชกสเปียร์ ก็ได้เริ่มใช้ชีวิตนักแสดงกับนักเขียนบทละคร และช่วงแรกๆที่เข้าวงการเขาก็เริ่มแสดงฝีมือจนเข้าตาใครหลายคนและได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวกมาตลอด ผ่านมาจนถึงปี ค.ศ.1957 ซึ่งก็แค่เพียง 5 ปีเท่านั้น ก็มีบทละครถูกเอาไปใช้ถึง 15 เรื่อง

ต่อมาในปี ค.ศ.1599 เขาและเพื่อนร่วมธุรกิจอีกคนก็ได้ร่วมกันเปิดโรงละครของตัวเองขึ้นมาโดยตั้งชื่อว่า “The Globe” ถัดมาในปี ค.ศ.1605 เขาได้ทำการเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ใกล้เมือง Stratford มีมูลค่าทั้งหมด 440 ปอนด์ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีมูลค่าเพิ่มเป็นเท่าตัวแถมยังทำเงินให้เขาได้ปีละ 60 ปอนด์ ซึ่งก็ถือว่า นอกจากจะเป็นยอดศิลปินแล้วเขาก็ยังเป็นนักลงทุนที่ดีด้วยเช่นกัน

 

รวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ วิลเลียม เชกสเปียร์

1.เขาเป็นที่ยอมรับโดยวงกว้างว่าเป็น “หนึ่งในสุดยอดผู้เขียนบทละครของโลก”

2.เขาแต่งงานกับ “Anne Hathaway” ตอนอายุ 18 เท่านั้นซึ่งภรรยาของเขามีอายุ 26 ปีแล้ว แต่ที่บังเอิญคือทั้งชื่อและนามสกุลของแฟนเขา ตรงกับชื่อของดาราหญิง “แอนน์ แฮททาเวย์” นั่นเอง จะต่างกันตรงชื่อกลางเท่านั้น

3.นิยายเรื่องที่ดังที่สุดของเขาก็มี เจ้าชายแฮมเลต กับ ศึกทวงบัลลังก์ , King Lear , Othello และ โรมิโอ แอน จูเรียส เป็นต้น

4.นิยายเรื่องแรกที่ถูกตีพิมพ์คือเรื่อง “First Folio” วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 1623

5.กวีชื่อ “John Keats” เอารูปปั้นของเชกสเปียร์ตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานของเขาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจตลอดเวลา

6.เขามักร่วมเป็นนักแสดงกับบทละครที่เขาแต่งเองเกือบทั้งหมดทุกเรื่อง

7.ในบทประพันธ์ทั้งหมดของเขามีการอ้างอิงถึงสุนัขกว่า 200 ตัว และนกอีก 600 ตัว

8.ในยุคก่อนที่เขาจะเกิดนั้นยังไม่มีดิกชันนารีอย่างเป็นทางการและการสะกดเสียงภาษาอังกฤษก็มีหลายรูปแบบ

9.แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมีรูปแบบการออกเสียงชื่อของตัวเองที่แตกต่างกันไปเช่น Willm Shaksp , William Shakespe , Wm Shakspe เป็นต้น

 

รวมเรื่องราวของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน

เขาเป็นผู้ให้กำเนิดคำศัพท์ใหม่ถึง 3,000 คำ – อ้างอิงจากดิกชันนารี “Oxford English Dictionary” พบว่า “วิลเลียม เชกสเปียร์” ให้กำเนิดคำศัพท์มากถึง 3,000 คำ เขาชอบเปลี่ยนคำนามให้กลายเป็นคำกริยา และก็เปลี่ยนคำกริยาไปเป็นคำคุณศัพท์ ผสมผสานกับคำศัพท์ที่มันเคยมีอยู่แล้ว แถมยังให้ความหมายใหม่กับมันด้วย

 

ไม่หลงเหลือทายาทแม้แต่คนเดียว – เขามีลูก 3 คนเท่านั้น คือลูกชายชื่อแฮมเนท กับลูกสาวอีกสองคนคือซูซานน่ากับจูดิต และเขามีหลานลาวเพียงคนเดียว (ลูกสาวของซูซานน่า) ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กในปี ค.ศ.1670 ทำให้เขาไม่มีทายาทเหลืออยู่สักคนเดียว

 

สาเหตุที่ผลงานส่วนใหญ่ไม่ถูกตีพิมพ์ – ในสมัยนั้นยังไม่มีการจดลิขสิทธิ์เหมือนเช่นทุกวันนี้ จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังการขโมยบทละครอย่างเคร่งครัด และพวกนักแสดงก็จะได้อ่านบทเฉพาะช่วงก่อนที่กำลังจะขึ้นแสดงเท่านั้นด้วย

หลังจากที่เขาเสียชีวิตพวกเพื่อนนักแสดงของเขาได้มีการเอาบทละครของเขามาตีพิมพ์ได้ 36 เรื่อง และก็ยังพบด้วยว่ามีบทละครที่หายสาบสูญไปอีก 2 เรื่อง

 

เตียงคือสมบัติเดียวที่เมียได้รับหลังจากที่เขาเสียชีวิต – อีกหนึ่งเรื่องที่ “วิลเลียม เชกสเปียร์” นั้นแตกต่างจากกวีและศิลปินอื่น คือเขาได้เสียชีวิตในฐานะคนรวยไม่ได้ถังแตกยากจนเหมือนศิลปินหลายคน โดย เขาเขียนพินัยกรรมยกทุกอย่างให้กับ ซูซานน่า และยกเตียงให้เมียของเขา

 

ชอบใช้มุขฆ่าตัวตาย – เขาแต่งนิยายที่มีตัวละครในเรื่องตัดสินใจฆ่าตัวตายหรือพลาดฆ่าตัวตายเอง มากถึง 13 เรื่อง เช่น  โรมิโอ กับ จูเรียส และก็ในเรื่อง จูเรียส ซีซ่าร์ ที่มีตัวละครผัวเมียพลาดแทงโดนกันเองจนตายทั้งคู่ เป็นต้น

 

ในสมัยนั้นไม่มีนักแสดงหญิง – สมัยนั้นผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเล่นละครบนเวที ต้องใช้พวกนักแสดงที่ยังเป็นเด็กผู้ชายอยู่ (พวกฝรั่งผู้ชายจะหน้าหวานตอนเด็กๆ) มารับบทเป็นผู้หญิงแทน ยกตัวอย่างเช่น “Rosalind” ตัวละครหญิงจากนิยายเรื่อง “As You Like It” ซึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนต์ในปี ค.ศ.2006

 

ตัวอย่างคำศัพท์ที่ยาวที่สุดที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมา – คือคำว่า “honorificabilitudinitatibus” ในความหมายภาษาอังกฤษคือ “invincible glorious honorableness” แปลไทยคือ  “เกียรติยศอันรุ่งโรจน์ที่ไม่มีวันถูกทำลาย”

Leave a Reply